โลโก้บริษัทบีเบบี้ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
Home / My Account / Register / Track order / Wish List
  สินค้าในตะกร้า Shopping Cart เส้นแบ่ง Items : 0
Total  : 0 Baht
ภาษาอังกฤษ 
โลโก้บริษัทบีเบบี้ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
 
Knowledge Center
  ค้นหาบทความที่นี่  
   
  be-bebe บทความน่ารู้  
  เมนูคลีนๆ สำหรับแม่หลังคลอด  
  คุณพ่อช่วยเลี้ยงลูกได้ ไม่ยากอย่างที่คิด  
  เมนูอาหารแม่หลังคลอด  
  มือเท้าบวมช่วงตั้งครรภ์ แก้ได้!  
  เมนูเมื่อแพ้ท้อง  
  แกงเลียงผักรวม เมนูเรียกน้ำนม  
  เป็นเบาหวานขณะตั้งท้อง ต้องดูแลตัวเองอย่างไร  
  9 อาหารแม่ท้องต้องห้าม ไม่ปลอดภัย ระวังติดเชื้อ  
  5 เมนูแซ่บๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์  
  5 เมนู ของหวานสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์  
  โรคเชื้อราในช่องคลอด  
  เป็นตะคริวระหว่างตั้งครรภ์  
  โกนผมลูก ช่วยให้ลูกผมดก ได้จริงหรือ?  
  เตรียมของใช้เด็กแรกเกิดให้พร้อม มีอะไรบ้าง?  
  ดูดนมแม่ช่วยลูกน้อยฟันสวย  
  วิธีกำจัดหนังศีรษะทารก ที่หลุดลอก  
  การคุมกำเนิด กับประจำเดือนหลังคลอด  
  เครื่องดื่มบรรเทาอาการแพ้ท้อง  
  10 เรื่องที่คุณแม่ควรใส่ใจหลังคลอด  
  คุมกำเนิดหลังคลอด คุณแม่ไม่ควรมองข้าม  
  แป้งเด็ก! เลือกผิดลูกเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด  
  ขวดนมลูก หมดอายุหรือยัง เช็คด่วน  
  อั้นปัสสาวะช่วงตั้งครรภ์ทำให้คุณแม่แท้งได้จริงหรือ  
  เทคนิค! วิธีการตัดเล็บให้ลูกน้อย  
  เปิดเพลงคลาสสิคให้ทารกในครรภ์ฟังลูกจะฉลาดขึ้นจริงเหรอ  
  Breastfeeding เตรียมเต้าให้พร้อมก่อนให้นมลูก  
  ลูกในท้องดิ้น นอนหลับและสะอึก..อย่างไรนะ  
  เคล็ดลับกระชับหน้าท้องให้เข้าที่สำหรับคุณแม่หลังคลอด  
  Death Syndrome ภัยเงียบที่คร่าชีวิตลูกน้อย  
  ลูกร้องไห้ไม่หยุดเลย ทำอย่างไรดี  
  เมื่อลูกแพ้อากาศ มีอาการคัดจมูก  
  ทารกนอนหลับกลางวัน สำคัญจริงหรือ?  
  แม่ตั้งครรภ์กับอาการเจ็บกระดูกใต้อก  
  จะทำอย่างไร ให้ลูกเป็นเด็กฉลาด  
  ปรอทวัดไข้สำหรับเจ้าตัวเล็ก  
  คุณแม่ตั้งครรภ์ทำไมต้องมีสมาธิ  
  การกอด ช่วยเพิ่มฮอร์โมนรัก  
  โตแล้วนะลูก ทำไมยังดูดนิ้วอีก  
  อาการท้องอืดของเด็กเล็ก  
  แม่ท้องนอนไม่พออันตรายมั้ย  
  5 วิธีฝึกลูกให้หลับได้ด้วยตัวเอง  
  ลูกดูดนิ้วหรือดูดขวดน้ำมากจะทำให้ฟันเกไหม  
  ไขข้อสงสัย เรื่องขาโก่ง  
  สาเหตุอะไรที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์นอนไม่หลับ  
  เรื่องต้องรู้การร้องไห้ของเด็กทารก  
  สมาร์ทโฟนกวนการนอนเด็ก  
  ขจัดไรฝุ่นเพื่อสุขภาพของลูกน้อย  
  การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์  
  IVM อีกหนึ่งทางเลือกใหม่ สำหรับคนมีบุตรยาก  
  แย่แล้ว ลูกน้อยนอนหลับมีเสียงกรน  

ขจัดไรฝุ่นเพื่อสุขภาพของลูกน้อย

​ขจัดไรฝุ่นเพื่อสุขภาพของลูกน้อย

         ปัจจุบันสภาพอากาศมีการแปรเปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งฝุ่นละออง ควันจากท่อไอเสีย มลพิษจากการเผาป่าหรือขยะมูลฝอย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้หากเราออกไปข้างนอกก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่ออยู่ในบ้านของเราเอง ใช่แล้วค่ะ! คุณแม่บ้านสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านได้ โดยการหมั่นทำความสะอาด จัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและน่าอยู่ค่ะ

มารู้จัก ‘ไรฝุ่น’ เจ้าวายร้ายประจำบ้าน
         ไรฝุ่นที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรานั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dermatophagoides pteronyssinus เป็นภัยใกล้ตัวที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ หอบหืด หรืออาการแพ้ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นแล้วประมาณ 18 ล้านคน (รพ.ศิริราช) ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องรู้เท่าทันไรฝุ่นให้มากขึ้นแล้วค่ะ
         • ไรฝุ่นมีขนาดเล็กมาก มันจึงสามารถติดมากับนก หนู แมว สุนัข ลมพัดเข้ามาในบ้าน และอาจติดมากับเสื้อผ้าของแขกผู้ที่มาเยี่ยมเยียนก็ได้
         • ไรฝุ่นกินสะเก็ดผิวหนัง เศษขี้ไคล และเศษรังแคของเราเป็นอาหาร โดยเศษผิวหนังเพียง 1 กรัมก็สามารถเลี้ยงไรฝุ่นได้ถึง 1,000,000 ตัวเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์เต็ม ๆ รวมทั้งน้ำในอากาศที่มีเพิ่มมากขึ้น เช่น จากการใช้ฝักบัวของเรา ทำให้ความชื้นในบ้านเพิ่มมากขึ้นอย่างเพียงพอที่จะทำให้ไรฝุ่นมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้น หลังอาบน้ำเสร็จเราควรเปิดหน้าต่างหรือใช้พัดลมดูดอากาศออกก่อนนะคะ
         • องค์การอนามัยโลกได้กำหนดระดับสารก่อภูมิแพ้ไว้ที่ 2 ไมโครกรัม ต่อฝุ่น 1 กรัม หรือไรฝุ่น 100-500 ตัวต่อฝุ่น 1 กรัม เป็นระดับมาตรฐานที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดในผู้ป่วยภูมิแพ้ได้ แต่ในประเทศไทยกลับตรวจพบสารก่อภูมิแพ้เฉลี่ยถึง 11 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1 กรัม และในกรุงเทพฯ พบปริมาณของสารก่อภูมิแพ้เฉลี่ย 5 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1 กรัมเลยนะคะ

‘ไรฝุ่น’ ต้นกำเนิดโรคภูมิแพ้
         จากข้อมูลของกองกีฏวิทยาทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า ฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพฯ ปริมาณ 1 กรัม จะมีไรฝุ่นอาศัยอยู่ถึง 228 ตัว ไรฝุ่นที่อาศัยตามเสื้อผ้าจะมีการขับสารพิษออกมาปนเปื้อนอยู่ตามเส้นใยผ้า ในระยะแรกสารพิษจะยึดกันอยู่ด้วยสารเมือก ต่อมาเมื่อสารเมือกแห้งจะทำให้สารพิษแยกกันเป็นอนุภาคเล็กๆ และกลายเป็นฝุ่นละอองสารพิษแพร่ในอากาศ เมื่อเราหายใจนำสารพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานๆ จะก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เช่น โรคหอบหืดหรือเยื่อบุจมูกอักเสบ อาการที่ปรากฏ ได้แก่ เวียนศีรษะ จาม ตาแดง น้ำตาไหล หายใจไม่สะดวก แน่น อึดอัด บวมในคอ หรือทางเดินหายใจ ถ้าหากอาการรุนแรงอาจถึงขั้นช็อคได้

จัดบ้านให้น่าอยู่ แถมเจ้าหนูยังสุขภาพดีอีกด้วย
         เริ่มจากห้องนอนก่อน เพราะเราคลุกคลีและใช้ชีวิตในห้องนอนประมาณ 2 ใน 3 ของวันเลยทีเดียว
         • โดยห้องนอนควรเป็นห้องที่มีไว้สำหรับนอนจริงๆ คือ มีเตียงนอน หมอน และผ้าห่มเท่านั้น ยิ่งมีของน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีต่อสุขภาพค่ะ
         • ไม่ควรมีชั้นวางหนังสือ ตุ๊กตาขนฟูๆ ไว้ในห้องนอน เพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นชั้นเยี่ยมเลยล่ะค่ะ แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้เก็บไว้ในกล่องพลาสติกแบบมีฝาปิด หรือเก็บไว้ในตู้กระจกก็ได้ เพราะจะสะดวกในการทำความสะอาดค่ะ
         • ควรตั้งเตียงนอนไว้ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องถึง และเปิดหน้าต่างให้เกิดการถ่ายเทของอากาศ จะช่วยลดปริมาณไรฝุ่นได้
         • ไม่ควรตั้งตู้เสื้อผ้าไว้ในห้องนอน เนื่องจากฝุ่นจากเส้นใยผ้า อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้
         • ไม่ควรปลูกต้นไม้ไว้ในห้องนอน เพราะอาจมีเชื้อราในดินได้

         นอกจากนั้น ห้องอื่นๆ ภายในบ้าน เช่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ คุณแม่ต้องหมั่นเปิดหน้าต่างให้มีการถ่ายเทของอากาศ โดยเฉพาะห้องครัวและห้องน้ำ ให้เปิดหน้าต่างช่วงที่มีแดดจ้าทิ้งไว้ อย่างน้อยครั้งละ 1 ชั่วโมง วันละ 2 ครั้ง ก็จะยิ่งดี และเช่นเดียวกันก็ไม่ควรตากผ้าไว้ในห้องนั่งเล่น เพราะไรฝุ่นจะเติบโตได้ดีในที่ที่เย็นและชื้น อันนี้สำคัญมากค่ะ คือไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขนไว้ในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอน เพราะลูกเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากค่ะ แต่หากอยากเลี้ยงจริงๆ ก็ควรสร้างบ้านให้อยู่ต่างหากบริเวณนอกบ้าน และหมั่นอาบน้ำ และรักษาความสะอาดด้วยค่ะ

ขยันทำความสะอาด เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย
         • หมั่นทำความสะอาดบ้านให้เป็นกิจวัตร ไรฝุ่นจะได้ไม่สะสม ถ้าคุณแม่สามารถทำได้ทุกวันก็จะยิ่งดีค่ะ
         • หมั่นซัก หรือเปลี่ยนเครื่องนอน เช่น ผ้าปู ผ้าห่ม ปลอกหมอน สัปดาห์ละครั้ง ที่นอนหรือฟูก ก็ควรนำมาตากแดดบ่อยๆ ค่ะ
         • ผ้าม่าน ควรเลือกแบบที่ถอดซักได้ง่าย และหมั่นซักเดือนละครั้ง
         • เลือกใช้ที่นอน หมอนที่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ หลีกเลี่ยงที่ทำจากนุ่นหรือสำลี เพราะเป็นตัวสะสมไรฝุ่นชั้นเยี่ยม ในปัจจุบันมีเครื่องนอนป้องกันไรฝุ่นจำหน่าย คุณแม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป
         • ให้คุณแม่ซักผ้าม่าน ผ้าปู ผ้าห่ม ที่นอนและปลอกหมอนของลูกน้อยด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิสูง 65 องศาขึ้นไป ประมาณ 30นาที (กรณีใช้เครื่องซักผ้าให้ซักประมาณ 15 นาที) หรืออาจต้มผ้าปู ที่นอน และหมอนอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ได้ค่ะ หากคุณแม่ซักเครื่องนอนด้วยวิธีธรรมดา หลังจากผ้าแห้งแล้วให้รีดด้วยความร้อนสูง 140 องศา เท่านี้ไรฝุ่นก็ไม่สามารถมีมีชีวิตอยู่ได้แล้วค่ะ

ข้อควรรู้
    • เด็กที่ดื่มนมแม่โอกาสเป็นโรคภูมิแพ้น้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้ดื่ม
    • สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูเด็กในขวบปีแรกมีความสำคัญมาก หากเด็กวัยนี้ได้สัมผัสควันบุหรี่ ไรฝุ่น การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือการรับประทานอาหารสำเร็จรูป จะทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ มากกว่าเด็กที่คลุกคลีหรือเล่นดินอยู่ตามชนบท เพราะร่างกายจะมีการสร้างภูมิต้านทานที่ดี และไม่ค่อยเป็นโรคภูมิแพ้
    • คนในเมืองเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนในชนบท เพราะคนในเมืองมักชอบอยู่ภายในบ้าน ติดเครื่องปรับอากาศ ไม่ออกกำลังกาย ทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปหลายขั้นตอน แถมยังนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้านอีกด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ระบบภูมิต้านทานไม่ดี
    • มีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่าเชื้อ Lactobacillus ในลำไส้กระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานที่ดีกับเด็ก
    • การอยู่บนเตียงนานๆ ทำให้ที่นอนมีอุณหภูมิสูงขึ้นซึ่งไรฝุ่นไม่ชอบ แม้ว่าความชื้นส่วนเกินจะถูกสร้างมาจากร่างกายของเราขณะนอนก็ตาม การที่อุณหภูมิในห้องนอนเพิ่มขึ้นจาก 16 ไปเป็น 18 องศาเซลเซียส จะสามารถลดจำนวนไรฝุ่นลงได้
    • จะมีไรฝุ่นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาด และอายุการใช้งานของเครื่องเรือนเป็นหลัก โดยที่นอนหรือฟูกที่ทำจากนุ่นและใยสังเคราะห์ที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 6 ปี ก็จะมีความเสี่ยงจากไรฝุ่นจนเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากที่สุด


ที่มา : haijai.com


be bebe
Customer Information
Special Services
Community Zone
Knowledge Center
Knowledge Center

ติดต่อบีเบบี้

รายชื่อธนาคารที่ลูกค้าสามารถเลือกชำระเงิน